msgbartop
Just another WordPress site
msgbarbottom

20 Jun 11 ‘นราวิทย์’งัดหมัดเด็ด! ดึงไอทีจัดระบบรับเรื่องร้องเรียน ป.ป.ท.

Pic_180478

ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ป.ป.ท.เปิดใจระบบไอที คือหัวใจการบริหาร ชูระบบรับเรื่อง-ติดตามร้องเรียน เข้าถึงปชช. แจ้งแล้วติดตามผลผ่านอินเทอร์เน็ตได้ พร้อมชวนทุกภาคส่วนเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังการทุจริต …

ถือว่าเป็นหน่วยงานน้องใหม่ ก็ว่าได้ สำหรับ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.ที่เป็นรู้จัก จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.นำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดของร้านตู้เกมมินิแลนด์ บนชั้น 2 ห้างเอสพลานาด ถ.รัชดาภิเษก ที่เปิดให้เล่นการพนัน เข้าชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวาง ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สนใจเอกสารหลักฐานของ ป.ป.ท.

ทั้งนี้ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สืบค้น เพื่อดำเนินคดีรูปแบบต่างๆ ก็คือ ระบบไอที ซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ ป.ป.ท. ขาดไม่ได้ในการบริหารงาน แต่มุมมอง วิสัยทัศน์ในการใช้งาน และจุดเริ่มต้นที่ต้องมี ไอที เป็นหัวใจสำคัญ จะเป็นอย่างไร ลองมาฟังคำตอบจาก พ.ท.นราวิทย์ เปาอินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงาน ป.ป.ท. ได้ ณ บัดนี้…

It Digest : ประวัติความเป็นมาของ ป.ป.ท.
นราวิทย์  : ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลมีภารกิจโดยตรงในการป้องกันปราบปรามการทุจริตของบุลคากรในภาคราชการ แต่รัฐบาลกลับขาดเครื่องมือโดยตรงที่จะแก้ไขปัญหานี้ แม้ ป.ป.ช. จะมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐใน ทุกระดับและสามารถดำเนินการได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากภารกิจหน้าที่ดังกล่าวทำให้ ป.ป.ช. มีเรื่องในความรับผิดชอบจำนวนมากเกินกำลังและขนาดขององค์กร ทั้งยังเป็นองค์กรอิสระที่รัฐบาลมิได้รับผิดชอบ ดังนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2544 วันที่ 4 มิ.ย. 2545 และวันที่ 8 ต.ค. 2545 ให้จัดตั้งองค์การฝ่ายบริหารเพื่อทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตในภาครัฐขึ้น ต่อมาในปี 2546 การทรวงยุติธรรมก็ได้เสนอร่างกฏหมายเพื่อดำเนินการตามมติครม.ดัง กล่าว

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่เฉพาะไต่สวนและวินิจฉัยการกระทำทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้ อำนวยการกอง หรือเทียบเท่าขึ้นไปร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม รวมทั้งดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการในระดับต่ำกว่าที่ร่วม กระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว หรือกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือที่กระทำความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรดำเนินการ จึงส่งผลให้การกระทำทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้ บริหารระดับสูงและข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้อำนวยการกองไม่อยู่ใน อำนาจของ ป.ป.ช. และยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบ กระทรวงยุติธรรมจึงได้ปรับปรุงร่างกฏหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และครม.ก็ได้เสนอร่างกฏหมาย ดังกล่าวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาแล้ว มีมติให้ความเห็นชอบเป็นกฏหมาย

พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 21 ก ลงวันที่ 24 ม.ค. 2551 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 2551 อันเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดโครงสร้างองค์กรฝ่ายบริหารในการป้องกันและ ปราบปรามทุจริตในภาครัฐเป็น 2 ส่วน กล่าวคือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (คณะกรรมการ ป.ป.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐต่อ ไป

It Digest : แนวคิดการบริหารงานในส่วนไอที
นราวิทย์  : อยากให้บทบาทของไอทีเป็นส่วนสนับสนุน หรือช่วยในการปราบปรามการทุจริต ในเรื่องของการจัดทำฐานข้อมูล เพื่อให้ทราบถึงกลุ่มเป้าหมาย หรือจำนวนของการทุจริตในประเทศไทยมีกลุ่มอยู่ที่ใด หรือภาคส่วนใดมาก โดยการจัดทำกลุ่มเทคโนโลยีให้ทันสมัย เพื่อการโฟกัสงานตามยุทธศาสตร์ที่หน่วยงานตั้งเป้า รวมถึงมูลค่าของการทุจริตด้วย อย่างไรก็ตาม จะต้องมีดาต้าเบส เพื่อให้การปราบปรามหรือป้องกันเข้าถึงทุกจุด เนื่องจากจำนวนบุคคลากร ไม่สามารถกระจายได้ทั่วทุกกระทรวง เช่นเดียวกัน ในเชิงป้องกัน ถ้าหน่วยงานมีข้อมูลก็สามารถป้องกันเฉพาะกลุ่มได้

สร้างฐานข้อมูล สร้างสถิติ และฐานข้อมูลที่จะสนับสนุน ถ้าทุกอย่างลงตัว สิ่งที่คิดต่อไป คือ หน่วยงานนำเสนอการนำไอทีเข้าไปใช้ในองค์กรต่างๆ ในการป้องกันการทุจริต

It Digest : งบประมาณที่ได้รับ
นราวิทย์ : ปีละประมาณ 200 กว่าล้านบาท ภายใต้บุคคลากรกว่า 250 คน ซึ่งถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับการต้องปราบปรามการทุจริตในประเทศไทยที่มีสถิติสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ถ้ามีฐานข้อมูลจะทำให้กำหนดจุดที่ชัดเจนได้

It Digest : ความร่วมมือด้านไอทีกับหน่วยงานอื่น
นราวิทย์ : ป.ป.ช. ดีเอสไอ  ส่วนภาคเอกชน ขณะนี้ ยังไม่มี แต่คิดไว้แล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้อยู่ในช่วงการตั้งไข่ ก็เลยยังไม่สามารถเสนออะไรกับบริษัทอื่นได้มากนัก โยอยู่ระหว่างช่วงดำเนินการ

It Digest : เมื่อไรจะยืนได้ตัวเอง
นราวิทย์ : น่าจะไม่เกิน 1ปี โดยเริ่มจากปี 2554 ที่จะระดมสิ่งต่างๆ ที่ยังขาดให้ได้มากที่สุด โดยตั้งเป้าว่าปี 2555 จะพร้อมและสามารถร่วมมือกับหน่วยงานอื่นได้

It Digest : สิ่งแรกที่อยากให้ทุกคนนึกถึง เมื่อเอ่ยชื่อ สำนักงาน ป.ป.ท.
นราวิทย์ : สิ่งที่ทุกวันนี้ ภาคเอกชนกำลังมีบทบาทอยู่ คือ ช่วยกันต่อต้านการทุจริตในประเทศ อยากให้มองว่า ยังมีความหวังอยู่ แม้ว่าจะเป็นแสงไฟริบหรี่ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานตั้งใหม่ ดีตรงที่ยังมีคนที่มีไฟอยู่ และยังเป็นความหวัง แต่การที่จะต่อต้านการทุจริตได้ต้องร่วมมือกันหลายด้าน

It Digest : บทบาท หลักของหน่วยงานคืออะไร  
นราวิทย์ : หน่วยงานจะอยู่เป็นพระรองมากกว่า คือ เป็นฝ่ายสนับสนุนการทำงาน ให้กับผู้ที่จะต้องลงไปไต่สวนข้อเท็จจริง หรือสำนวน พยานหลักฐานต่างๆ ซึ่ง ไอทีปัจจุบันก็ช่วยพระเอกกลุ่มนี้ได้มาก ยกตัวอย่างเช่น การค้นหาข้อมูล ถ้ามีอินเทอร์เน็ตก็ไม่ต้องขับรถไปที่ไหนแล้ว การจะหาสถานที่ตั้ง ของหน่วยงาน บุคคล ใช้เพียงอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ประเด็นที่คนเบื่อหน่าย คือ ความล่าช้า หลังร้องเรียน กว่าคดีจะเสร็จ กระบวนการล่าช้ามาก ส่งผลให้คนไม่ศรัทธาในระบบยุติธรรม แต่ถ้าสามารถใช้ไอทีก็จะทำให้กระบวนการเหล่านี้เร็วขึ้นได้ อย่างน้อยก็ทำให้มีความหวัง

It Digest : ระบบไอทีกับการบริหารงาน
นราวิทย์ : ป.ป.ท. ใช้ไอที ดำเนินการเรื่อง ระบบรับเรื่องและติดตามการร้องเรียน ซึ่งระบบนี้ ใช้ในการตามเรื่องของหน่วยงานภายใน จะได้รู้ว่า ขณะนี้ แต่ละเรื่องถูกส่งไปยังสำนักงานไหน ใครเป็นผู้ดำเนินการ ความคืบหน้าเป็นอย่างไร ผ่านไปแล้วกี่วัน โดยแบ่งเป็น 3 เฟส เฟสแรก จะดำเนินการเองภายในหน่วยงานก่อน ถ้าระบบสมบูรณ์แล้วก็จะเปิดให้ใช้งานทางเว็บไซต์ ซึ่งเจ้าของเรื่อง จะได้ยูสเซอร์เนม และพาสเวิร์ดกลับไป  แล้วหลังจากนั้นอยากรู้ข้อมูล ไม่จำเป็นต้องมาที่หน่วยงาน แค่เปิดเว็บไซต์แล้วกรอกข้อมูลลงไป
อย่างไรก็ตาม จะพยายามทำให้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ของผู้ร้องเรียน และกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการรวดเร็วขึ้น เพราะรอความคืบหน้าอยู่ แต่ถ้าดำเนินการแล้วยังติดปัญหา ก็ต้องอธิบาย จะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ 

It Digest : การบุกจับร้านอินเทอร์เน็ต ย่านห้วยขวาง ถือเป็นการแจ้งเกิดหรือไม่ 
นราวิทย์ : ก็ถือว่า เป็นการแจ้งเกิดได้ แต่อาจจะมองได้ 2 มุม ถ้าเป็นมุมของประชาชนอาจจะมองว่า นี่แหละคือ ความหวังของประชาชนที่รอมานาน ที่จะเข้ามาช่วยเป้นหูเป็นตากับประชาชน แทนที่จะรอพึ่งพาหน่วยงานเดิมอยู่ อีกมุมหนึ่ง คือ เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบอาจจะไม่ค่อยพอใจ ว่ามาก้าวก่ายงานกัน ซึ่งคงต้องปรับให้สมดุลกัน

It Digest : คดีด้านไอทีที่ถือว่าเป็นจุดเด่น  ตั้งแต่เปิดตัวสำนักงาน ป.ป.ท.
นราวิทย์ : ป.ป.ท.เกิดขึ้นมาในช่วงที่มีการแบ่งแนวความคิดของประเทศ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผ่านมา และอยู่บนอินเทอร์เน็ต ก็ไม่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ท. แต่ก็ไม่วายต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง คือ เรื่องเว็บหมิ่นฯ ที่แรงมาก โดย ป.ป.ท. จะเข้าไปดูเรื่องของการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่า การที่มีข้อความหมิ่นเบื้องสูงต่างๆ เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการอะไรหรือไม่ บทบาทเราจะอยู่ตรงนั้น ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำตามหน้าที่ ป.ป.ท.จะเข้าไปจี้ ในจุดที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่ง ป.ป.ท.ต้องเข้าไปตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา จะเป็นลักษณะประสานกับคณะทำงาน มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรรม แต่เราไม่ได้จี้โดยการยืนสั่งให้เขาทำ เราจี้โดยการให้ร่วมมือกันทำงาน ส่วนการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. นั้นเป็นแค่ในเชิงนโยบายเท่านั้น แต่การลงมาปฏิบัติยังไม่มากนัก 

It Digest : คดีในด้านไอทีที่ร้อนแรงที่สุด
นราวิทย์ : ถ้าในป.ป.ท. ไม่มี สำหรับใน ป.ป.ท. ไอที จะเป็นพระรอง อยู่เบื้องหลัง ป.ป.ท.เป็นพระรองในการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นพระเอก เพราะฉะนั้น วันนี้เราสวมหัวโขนเป็นพระรอง ก็เล่นบทพระรอง เราก็สร้างระบบให้ พระเอกใช้งานกัน แต่ไม่ออกไปเล่นเป็นพระเอก แต่ใน ป.ป.ท. คดีที่เกี่ยวกับไอที ไม่มีอำนาจหน้าที่เต็มตัว เราแค่ดูว่าเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทำหน้าที่ของเขาแล้วหรือยัง  

It Digest : มุมมองที่มีต่อไอทีในประเทศไทย
นราวิทย์ : มองว่าประเทศไทย เป็นผู้ใช้เทคโนโลยี ไม่ได้เป็นผู้ผลิต คิด สร้าง เมื่อไทยเป้นผู้ใช้ ก็ไม่ได้เข้าถึงแก่นของเทคโนโลยีเท่าไร ก็จะใช้มันตามความรู้สึกสะดวก สบาย ง่าย แต่จะขาดความเข้าใจในแก่นของมัน เพราะไม่ได้เป็นผู้ผลิต จึงมองว่าส่วนใหญ่ประเทศไทย ยังใช้ไอทีไม่ลึกซึ้งถึงแก่นของไอที เลยเกิดปัญหา

It Digest : กรณีใดบ้างที่ ป.ป.ท. สามารถลงไปดำเนินการได้เอง
นราวิทย์ : ได้ทุกเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องทุจริตของข้าราชการประจำ ทั้งตำรวจจราจรรีดไถ ตั้งด่านเถื่อนรีดไถเงิน เจ้าพนักงานที่ดิน เรียกรับผลประโยชน์จากการออกโฉนด ไม่ว่าจะเป็นทุจริตในเรื่องของการจัดซื้ออะไรบางอย่างของทางราชการ เรื่องการซื้อตำแหน่ง มีหลักฐาน การฮั้วประมูลโดยที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐรู้เห็นเป็นใจด้วย ทั้งส่วนที่เป็นบริษัท และส่วนที่เป็นเรื่องของรัฐ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีคนร้องเรียนเข้ามา    

It Digest : การใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กในหน่วยงาน
นราวิทย์ : ป.ป.ท.มีเฟซบุ๊ก ต้องยกเครดิตให้ นายภิญโญ ทองชัย. อดีตเลขาธิการ ป.ป.ท. ที่เป็นผู้เริ่มว่า ป.ป.ท. ต้องมีเฟซบุ๊ก เพื่อสร้างเครือข่ายให้ประชาชน   

It Digest : อุปสรรค ปัญหาที่หนักใจ
นราวิทย์ : คงเป็นเรื่องของทรัพยากร งบประมาณ และบุคคลากร เพราะว่าภาระกิจนี้ ใหญ่หลวงนัก สำหรับประเทศไทย ทุกคนก็พูดถึงกัน แต่การที่เราจะใช้ทรัพยากรไปต่อสู้ หรือ ทำการรบกับปัญหาดังกล่าว ต้องสมน้ำสมเนื้อ และสู้กันได้ ไม่งั้นจะแพ้ และคนจะหมดศรัทธา และอีกปัญหา คือ ความจริงใจของนักการเมืองและผู้บริหารรัฐบาล ที่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหานี้จริงๆ ถ้าขาดจุดนี้ อาจจะไปไม่รอด

It Digest : ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์บ้าง
นราวิทย์ : อยากจะให้ลองดูว่า ป.ป.ท. คือ หน่วยงานตั้งใหม่ มีหน้าที่เข้ามาช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต และช่วยเป็นกำลังใจกระจายข่าว เพราะหน่วยงานตั้งใหม่ คนยังมีไฟอีกมาก และอยากให้ทุกคนมีไฟเข้ามาทำงานในหน้าที่นี้จริงๆ แต่งานทั้งหมดจะไม่สำเร็จหาก ป.ป.ท. ไม่มีเครือข่ายหน่วยงานภายนอก การที่มีคนให้เบาะแส หรือให้ข้อมูลกับหน่วยงาน จะทำให้เป็นประโยชน์ในการเข้าสืบสวน ติดตาม บางครั้งการทุจริตจะไม่เกิดขึ้น เพราะจะสามารถเข้าไปป้องกันได้ จึงอยากฝากให้เป็นกำลังใจและสนับสนุน พร้อมทั้เป็นเครือข่ายในการปราบปรามการทุจริต โดยการให้ข้อมูล แจ้งเบาะแส เพื่อการดำเนินงานอย่างรวดเร็ว

ทีมข่าวไอทีออนไลน์

 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 ไอเดียสร้างสรรค์! คนดัง’แพลงกิ้ง’ชวนเลือกตั้ง (ชมคลิป)

Pic_180477

นศ.ผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ปิ๊งกระแส “แพลงกิ้ง” ทำคลิปวิดีโอชวนคนไทยไปเลือกตั้ง 3 ก.ค. จับท่านอนนิ่งแกล้งตายมาล้อเลียน…

จากกระแสนิยมทำท่านอนเหยียดตรง หรือ “แพลงกิ้ง” ได้มีกลุ่มนักศึกษาจากวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า นำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ให้เข้ากับช่วงเลือกตั้งใหญ่ 3 ก.ค.นี้ โดยจัดทำคลิปวิดีโอรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ออกมาเลือกตั้ง ซึ่งคลิปวิดีโอดังกล่าวจะเผยแพร่ผ่านยูทูบ (www.youtube.com) เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันนี้ (20 มิ.ย.)

น.ส.ณัชฎา คงศรี หนึ่งในชมรมนักศึกษาผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า คลิปวิดีโอดังกล่าวมีแนวคิดว่า “อวสานแพลงกิ้ง จะนอนนิ่งหรือจะ…?” ซึ่งจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ออกมาใช้สิทธิ์ใช้ เสียงเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ โดยมีนักแสดงและพิธีกรชื่อดังร่วมแสดงด้วย อาทิ เป้ อารักษ์ , กาละแมร์ พัชรศรี , โอปอล์ ปาณิสรา , พาที สารสิน , วู้ดดี้ มิลินทจินดา , โดม ปกรณ์ ลัม , มอส ปฏิภาณ , บอย ปกรณ์

นายวุฒิธร มิลินทจินดา (วู้ดดี้) พิธีกรชื่อดัง หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์นักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่1 (ปนป.1) กล่าวว่า คลิปดังกล่าวเป็นเคมเปญรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนไปสิทธิ์เลือกตั้งส.ส.ในวันที่ 3 ก.ค.นี้ โดยทางหลักสูตรปนป.1 ที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่จากวงการต่างๆ อายุ 20-40 ปี ได้ร่วมกันคิดและนำมาเผยแพร่ทางโซเซียลเน็ตเวิร์ก โดยในช่วงที่มีการเลือกตั้งส.ส. เรามองว่าไม่อยากให้คนรุ่นใหม่เบื่อการเมืองหรือเบื่อความขัดแย้ง เพราะหลักพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยอย่างน้อยทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ทำหน้าที่ที่มีอยู่ของตัวเอง

“ช่วงนี้การทำแพลงกิ้ง กำลังเป็นกระแสในโลกอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นท่านอนนิ่งๆ แต่เราจะไม่นอนเราจึงใช้โอกาสนี้ปลุกให้คนลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าคูหาเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้ง คุณจะเลือกใครก็ได้ แต่ก่อนตัดสินใจต้องหาข้อมูลให้ครบถ้วน เพราะหนึ่งเสียงของคุณมีผลต่อนาคตของประเทศ” นายวุฒิธร กล่าว.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 เอชพีปฏิวัติการพิมพ์ด้วย ‘AirPrint’ สั่งได้ทันทีจากไอโฟน ไอแพด ไอพอด

Pic_180469

เอชพีเปิดตัว HP ePrint Station มอบประสบการณ์การพิมพ์ในรูปแบบ AirPrint ความร่วมมือระหว่างเอชพีและแอปเปิ้ล ให้ทดลองพิมพ์ภาพหรือเอกสารได้ที่ iStudio ตั้งแต่วันนี้ พิเศษเพียง 5 สาขา…

บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด หรือ เอชพี เปิดประสบการณ์การพิมพ์รูปแบบใหม่ โดยล่าสุดได้เปิดตัว HP ePrint Station นำเสนอการพิมพ์แบบไร้ข้อจำกัดภายใต้ชื่อ AirPrint เพิ่มความสะดวกสบายด้านการพิมพ์ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่สำหรับลูกค้าของแอปเปิ้ลโดยเฉพาะ ทำให้สั่งพิมพ์งานผ่านไอโฟน ไอแพด หรือไอพอด ซึ่งใช้ซอฟต์เเวร์ iOS 4.2 เพื่อรับบริการงานพิมพ์แบบ AirPrint ให้สามารถสั่งพิมพ์ไฟล์ภาพ ไฟล์เอกสารได้โดยตรงจากอุปกรณ์เชื่อมต่อของตนเองไปยังเครื่องพิมพ์เอชพีที่รองรับระบบ ePrint โดยไม่ต้องลงไดร์ฟเวอร์หรือดาวน์โหลดโปรแกรม

ทั้งนี้ AirPrint เป็นระบบการพิมพ์ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างเอชพีและเเอปเปิ้ล เพื่อนำเสนอความสะดวกสบายสำหรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีการสื่อสารและทำงานผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อ ทำให้สามารถสั่งพิมพ์งานได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ทั่วโลก ไปยังเครื่องพิมพ์เอชพีที่รองรับระบบ ePrint ทุกรุ่น สำหรับลูกค้าแอปเปิ้ลจะได้สิทธิ์ทดลองใช้ AirPrint เพื่อพิมพ์ภาพหรือเอกสารได้ที่ HP ePrint Station โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ ร้าน iStudio ทั้ง 5 สาขา ได้แก่ สยามดิสคัพเวอรี่ , เซ็นทรัล เวิลด์ , เกษร พลาซ่า , เจ อะเวนิว และสาขาดิจิตอล เกทเวย์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 ไม่พลาดออนไลน์ ลูกค้าดีแทคได้สิทธิ์ใช้ดาต้าโรมมิ่งที่อเมริกา

Pic_180454

ดีแทค เปิดแพ็กเกจดาต้าโรมมิ่งไปสหรัฐอเมริกาเป็นรายแรก พร้อมขยายโปรโมชันครอบคลุม 40 ประเทศ ลั่นพร้อมเดินหน้าเปิดศึกตลาดดาต้าโรมมิ่ง พร้อมเปิดรอบจองกาแล็คซี่ เอส ทู เพิ่ม 17-25 มิ.ย.เท่านั้น…

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ประกาศเปิดตัวแพ็กเกจดาต้าโรมมิ่ง 299 บาทต่อวัน สำหรับลูกค้าดีแทคที่เดินทางไปสหรัฐอเมริกา พร้อมขยายแพ็กเกจให้ใช้งานดาต้าครอบคลุมไกลถึง 40 ประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถนำสมาร์ทโฟนไปใช้งานดาต้าราคาประหยัดทุกทวีป ทั้งอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง สำหรับแพ็กเกจดาต้าโรมมิ่งเริ่มต้นที่ 299 บาทต่อวัน ให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้ 25 MB ซึ่งสามารถใช้งานแชทได้ 10 ชั่วโมง อัพโหลดรูปบนเฟซบุ๊กได้ประมาณ 50 ภาพ อัพเดทสถานะในเฟซบุ๊กได้ 100 ครั้ง และเช็คอีเมล์ได้ถึง 50 อีเมล์ต่อวัน

ทั้งนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกสมัครแพ็กเกจที่มีความคุ้มค่าเมื่อใช้งานในช่วงระยะเวลายาวนานขึ้น ด้วยแพ็กเกจ 899 บาทนาน 3 วัน และแพ็กเกจ 1,999 บาทนาน 7 วัน พิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้งานโรมมิ่งในประเทศเกาหลี ออสเตรเลีย สวิสเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ยังสามารถเลือกใช้เครือข่ายจากผู้ให้บริการ (โอเปอเรเตอร์) ต่างๆ ได้มากกว่าเดิม

นอกจากนี้ ดีแทคยังเปิดจอง Samsung Galaxy S II อีกครั้งในจำนวนจำกัด ที่สำนักงานบริการลูกค้าดีแทค 4 สาขา ได้แก่ จามจุรีสแควร์ , เซ็นทรัลเวิลด์ , สยามพารากอน และพาราไดซ์พาร์ค ตั้งแต่วันที่ 17-25 มิ.ย.นี้ โดยลูกค้าที่สั่งจอง Samsung Galaxy S II ในช่วงเวลาดังกล่าว จะได้รับโปรโมชันผ่อน 0% นาน 10 เดือน พร้อมแพ็กเกจสุดคุ้มจากดีแทคเพียงเดือนละ 449 บาท ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด โทรฟรี 350 นาทีต่อเดือน นาน 8 เดือน และบัตรกำนัลส่วนลดค่าโทร 500 บาทอีกด้วย.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 งามไส้! บอร์ดซิป้าตั้งรักษาการผอ.คนใหม่ ข้ามหน้า’จุติ’

Pic_180402

เผยบอร์ดซิป้า ตั้ง “นิรชราภา ทองธรรมชาติ” นั่งแท่นรักษาการ ผอ.คนใหม่ แทน “สันติ สุรรัตน์” อุบตอบสาเหตุเขี่ยทิ้ง ลือหึ่งไม่สนองนโยบาย และถึงเวลาล้างแค้น ขณะที่วงในเผย “จุติ ไกรฤกษ์” รมว.ไอซีที ยังไม่ทราบเรื่อง…

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ หรือ บอร์ด ที่มีนายศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง น.ส.นิรชราภา ทองธรรมชาติ รองผู้อำนวยการตลาดต่างประเทศ ขึ้นเป็นรักษาการผู้อำนวยการซิป้า แทนนายสันติ สุรรัตน์ โดยเบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้มาจากเรื่องอะไร ขณะที่ เสียงส่วนใหญ่ลือว่า เกิดจากการที่นายสันติ ไม่สนองตอบนโยบายของบอร์ด และการแต่งตั้ง น.ส.นิรชราภา ครั้งนี้ เพื่อการกลับมาแก้แค้นเรื่องในอดีต

ทั้งนี้ การประชุมครั้งที่ผ่านมา มีบอร์ดเข้าประชุมจำนวน 6 ราย ได้แก่ 1. นายศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ ประธานบอร์ดบริหาร ซิป้า 2. นายราเมศวร์ ศิลปพรหม 3. นายเฉลิมพล ปุณโณทก 4. นายสรรพัชญ โสภณ 5. นายปราโมทย์ พงษ์ทอง และ 6. น.ส.นิรชราภา ส่วนนายศิวะ แสงมณี น.ส.รุ่งรัตน์ กุยสุวรรณ นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม และนายสันติ ติดภาระกิจไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้

ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายจากซิป้า กล่าวว่า การประชุมบอร์ดในครั้งนี้ ไม่มีการบันทึกข้อความในรายละเอียดของบอร์ดแต่ละราย แต่มีเพียงมติบอร์ดเท่านั้น ทั้งที่ระเบียบการประชุมบอร์ดโดยทั่วไปต้องมีการเก็บบันทึกทุกคำพูด เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็น ซึ่งต้องมีการแสดงความรับผิดชอบ อีกทั้ง มีกระแสข่าวระบุว่า การที่บอร์ดมีมติไม่ตรงกัน และไม่ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งซิป้า พ.ศ. 2546 ส่งผลให้บอร์ดบางรายเริ่มถอดใจ

ด้าน นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เคยตั้งข้อสังเกตภายหลังงานเสวนา เปิดนโยบาย ICT ว่าที่รัฐบาลใหม่ ว่า ช่วงนี้ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับซิป้า ทั้งที่เป็นหน่วยงานระดับประเทศ ที่มียุทธศาสตร์ผลักดันเรื่องนโยบายซอฟต์แวร์ แต่ขณะนี้เงียบมาก โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งผู้อำนวยการที่นานมากแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ

สำหรับ การแต่งตั้งรักษาการ ผอ.ซิป้าครั้งนี้ บอร์ดซิป้าได้ดำเนินการโดยไม่ได้รายงานให้ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที รับทราบ ซึ่งตรงข้ามกับการที่ ประธานบอร์ดซิป้าเคยระบุไว้ว่า หากจะดำเนินการเรื่องอะไรต้องแจ้งให้ รมว.ไอซีที รับทราบทุกครั้ง.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 โลกาภิวัตน์ 20/06/54

Pic_180188

ข้าวจีเอ็มโอ
นักวิจัยชาวจีนลงตรวจ สอบข้าวดัดแปลงพันธุกรรมหรือข้าวจีเอ็มโอ 2 สายพันธุ์ที่ได้รับการอนุมัติให้ปลูกในแปลงทดลอง ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน เจ้าหน้าที่ยอมรับว่ามีการแพร่กระจายของข้าวดัดแปลงพันธุกรรมออกไปอย่างผิดกฎหมายในหลายปีมานี้ ส่งผลให้เกิดประเด็นโต้เถียงเกี่ยวกับเรื่องของแผนความมั่นคงทางอาหารในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก.

รถทำมือ
สมาชิกชมรมยาน ยนต์ไฟฟ้าญี่ปุ่น ขับรถ ยนต์ไฟฟ้าทำมือ “ลอมมาจ อา ลา ชาเมส์ กงตองท์” เป็นรถยนต์ไม้ ที่นั่งเดียว ความยาว 2.5 เมตร  รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้นำมาสาธิตในงานนิทรรศการออโตโมทีฟเน็กซ์ อินดัสตรี แฟร์ ที่โตเกียว.

จี-สเตชั่น
พนักงานของโตโยต้าสาธิตการใช้งานเครื่องชาร์จไฟรุ่นใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) และรถลูกผสมปลั๊กอิน “จี-สเตชั่น” ที่จดจำผู้ใช้ด้วยสมาร์ทการ์ด สำหรับจี-สเตชั่นนี้ พัฒนาโดยไมโครซอฟท์  บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์จากสหรัฐอเมริกา  จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนหน้า.

ช่วยแมว
ทาคาชิ   โยคู หัวหน้าโครงการห้องทดลองสร้างไต ใหม่สถาบันการแพทย์ดีเอ็นเอ มหาวิทยาลัยจิเคอิ ในโตเกียว ประคองหนูไว้ในมือ เขาประสบความสำเร็จใน การเพาะไตจิ๋วในตัวอ่อนหมู โดยฉีดเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูกแมวเข้าไป จากข้อมูลของโยคูแจ้งว่ากว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ของแมวตายลงจากปัญหาไตขาดเซลล์เม็ดเลือดแดงที่แข็งแรง.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 เอซุส Eee Pad Transformer ล็อตแรก100เครื่องเปิดจองแล้ว

Pic_180319

เอซุส เปิดตัวแท็บเล็ต Eee Pad Transformer พร้อมโอเอสกูเกิลแอนดรอยด์ 3.1 Honeycombในไทยแล้ว โดยสินค้าล็อตแรก 100 เครื่องเท่านั้น เคาะราคาเพียง 14,900 บาท…

เอซุส ผสานความบันเทิงแห่งการเล่นมีเดีย และความคล่องตัวในการพกพาไว้ในเครื่องเดียว ด้วยคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ASUS Eee Pad Transformer (อี-แพด ทรานฟอร์มเมอร์) บนระบบปฏิบัติการกูเกิล Android 3.1 Honeycomb แรงด้วยหน่วยประมวลผล NVIDIA Tegra 2 Dual-core ให้ผู้ใช้สามารถท่องเว็บได้อย่างรวดเร็วและช่วยให้การทำงานแบบมัลติทาสก์ เป็นไปอย่างราบรื่น ตัวเครื่องมีหน่วยความจำภายในให้เลือกใช้ 2 ขนาด ได้แก่ 16 GB และ 32 GB มาพร้อมหน้าจอ IPS ขนาด 10.1 นิ้ว ทำจากกระจกชนิดทนทานรอยขีดข่วนเป็นพิเศษ อีกทั้งสามารถรับชมได้จากมุมมอง 178° ภาพคมชัดและสีสันใกล้เคียงความเป็นจริงกว่าแท็บเล็ตรุ่นอื่นถึง 50%

 

Eee Pad Transformer ยังโดดเด่นด้วย Docking Station เพื่อการเชื่อมต่อคีย์บอร์ดแบบ QWERTY อย่างเต็มรูปแบบ และช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่จาก 9.5 ชั่วโมง ได้สูงสุดถึง 16 ชั่วโมงรวมถึงปุ่มกดแบบ Android Function สามารถใช้งานได้ในแบบโน้ตบุ๊ก มาพร้อมกับ Audio Jack ขนาด 3.5 มิลลิเมตร พอร์ต USB 2 ช่อง และพอร์ตอ่านการ์ด SD และ Mini SD ในตัว เพื่อการแบ่งปันและจัดเก็บไฟล์ได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็น Media Hub ที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายอย่างแท้ จริง

นอกจากนั้นยังให้ใช้ ASUS WebStorage บริการจัดเก็บไฟล์ ข้อมูลไม่จำกัดปริมาณ ฟรี! เป็นเวลาถึงหนึ่งปี ช่วยให้การใช้งานคลาวด์คอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างคล่องตัวและง่ายดาย มีเทคโนโลยี SRS Sound ในตัว และลำโพงสเตอริโอสามมิติด้วย Bass Response ระดับสูงและสนามเสียงกว้างยิ่งขึ้นจากลำโพงแยกส่วนในกรอบหนา 12.98 มิลลิเมตรที่หนักเพียง 680 กรัม และยังมีกล้องด้านหลังขนาด 5MP และกล้องด้านหน้าขนาด 1.2MP ให้ผู้ใช้ถ่ายภาพและวิดีโอขนาด HD สามารถเล่นได้ที่ความละเอียดสูงถึง 1080p HD บน HDTV ผ่านพอร์ต HDMI ทั้งหมดนี้ทำให้ Transformer เป็นอุปกรณ์บันเทิงแบบพกพาครบวงจรอย่างแท้จริง

 

ยิ่งไปกว่านั้น Eee Pad Transformer มาพร้อม Polaris Office 3.0 โซลูชั่นโมบายออฟฟิศที่ให้ผู้ใช้แก้ไขไฟล์เอกสารได้หลากหลายรูปแบบทั้ง doc, xls และ ppt เพื่อการใช้งานอย่างมืออาชีพ  รองรับ Adobe Flash 10.2 และ Android Market เพื่อการเข้าถึงความบันเทิงได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้ว มาพร้อม ASUS Launcher เพื่อการเปิดโปรแกรม จัดการเนื้อหา เข้าถึงบริการออนไลน์ และเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้อย่างง่ายดาย และ Interface แบบ Waveshare จากเอซุส ที่มาพร้อมแอพลิเคชันมากมายไม่ว่าจะเป็น MyNet เพื่อการเข้าถึงสื่อบันเทิงดิจิตอลได้ในแบบไร้สาย, MyLibrary เพื่อการเข้าถึงสื่อสิ่งพิมพ์ที่ดาวน์โหลดมาได้อย่างง่ายดาย และMyCloud ฯลฯ เพื่อการใช้งานคลาวด์คอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ

ทั้งนี้ Eee Pad Transformer 100 เครื่องแรก ในประเทศไทย พร้อมเปิดให้เป็นเจ้าของก่อนใคร สำหรับ 50 ท่านแรกที่ซื้อ Eee Pad Transformer เฉพาะ Pad รับเลยส่วนลดทันที 2,000 บาท จากราคาปกติ 14,900 บาท เหลือเพียง 12,900 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และอีก 50 เครื่องสำหรับ Pad + แป้นคีย์บอร์ด (Docking Station)  ในราคา 17,900 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สามารถโทรสั่งจองได้ที่หมายเลข 086-0828928, 083-3077075 ตั้งแต่วันที่ 27 – 30 มิ.ย.2554 ระหว่างเวลา 09.00-17.00 น.

 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 จับตา 7 รายชื่อเอ็มวีเอ็นโอ เข้าบอร์ดทีโอที 22 มิ.ย.นี้

Pic_180228

22 มิ.ย.นี้ ลุ้นทีโอทีชงรายชื่อ เอ็มวีเอ็นโอ 7 รายเข้าบอร์ด “อานนท์” ยัน ทั้ง 7 ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น แย้มขอมีเอ็มวีเอ็นโอรายใหญ่ 2 ราย และรายเล็ก 5 รายขึ้นไป ขณะที่รายใหญ่ต้องครองคาปาร์ซิตี้ไม่เกิน 40% เพื่อป้องกันการครอบงำทีโอที…

 

นายอานนท์ ทับเที่ยง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการ หรือ บอร์ดบริหาร ทีโอทีวันที่ 22 มิ.ย.2554 นี้ จะพิจารณาการปรับโครงสร้างองค์ และแผนการให้บริการ 3จี ในรูปแบบผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เสมือน (Mobile Virtual Network Operator) หรือ เอ็มวีเอ็นโอ จากการที่ บริษัท บอสตัน คอนเซ้าท์ติ้ง กรุ๊ป หรือ บีซีจี ได้มาช่วยศึกษาแนวทางในการทำตลาด 3จี ทั้งหมดของ ทีโอที และที่ผ่านมา ทีโอที ได้ส่งคำเชิญไปยังผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตดำเนินธุรกิจในลักษณะ เอ็มวีเอ็นโอ ดังกล่าวจำนวน 21 รายเพื่อให้ยื่นข้อเสนอ และข้อแลกเปลี่ยนในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน โดยล่าสุด ทีโอที ได้พิจาณาบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นอยู่ 7 ราย ซึ่งมีทั้งเอ็มวีเอ็นโอที่ร่วมเป็นพันธมิตรอยู่ก่อนแล้ว โดยอยากให้มีทั้งรายใหญ่และรายเล็ก ทั้งนี้ จะนำเสนอบอร์ดพิจารณาในการประชุมวันดังกล่าวด้วย

กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวต่อว่า เรื่องของ 3จี เป็นโครงการขนาดใหญ่ การดำเนินงานต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ ทั้งในเรื่องของเงินกู้ที่กู้มา โดยเฉพาะความคุ้มทุนซึ่งตามแผนการดำเนินงาน จะต้องได้กำไรภายในระยะเวลา 7 ปี ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทีโอที ได้ประชุมคณะทำงานกันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งชุดเล็กชุดใหญ่ โดยแนวทางที่จะให้ ทีโอที มีรายได้และกำไรคุ้มทุนเร็วที่สุดคือการทำธุรกิจ 3จี ผ่านเอ็มวีเอ็นโอ ใน 3 แบบ คือ 1.เอ็มวีเอ็นโอรายใหญ่ โดยควรเช่าใช้ความจุโครงข่ายไม่เกิน 40% ต่อราย เพื่อไม่ให้เอ็มวีเอ็นโอมาครอบงำทีโอที 2.เอ็มวีเอ็นโอรายย่อยที่จะเข้ามาช่วยการทำตลาด และ3.คิดเป็น 10% ทีโอทีควรทำตลาดเอง

“เห็นว่าควรมีเอ็มวีเอ็นโอรายใหญ่ไม่น่าจะเกิน 2 ราย และมีคาปาร์ซิตี้ไม่เกิน 40% ขณะที่เอ็มวีเอ็นโอรายเล็กน่าจะมีซัก 5-6 ราย ซึ่งในการประชุมบอร์ดครั้งต่อไปที่จะเสนอรายชื่อเอ็มวีเอ็นโอที่ผ่าน คุณสมบัติเบื้องต้น 7 รายนี้นั้น ก็อาจจะไม่ใช่เอ็มวีเอ็นโอ 3จีกับทีโอทีก็ได้ ซึ่งต้องว่ากันไปในขั้นตอนของคุณสมบัติ และการเจรจาว่าจะตกลงกันได้อย่างไร แต่ทีโอทีจะเลือกบริษัทที่ให้ผลประโยชน์กับทีโอทีมากที่สุด” อานนท์ กล่าว

กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวอีกว่า สำหรับการเจรจาเกี่ยวกับการใช้ และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เพื่อเปิดโรมมิ่งวอยซ์ หรือเชื่อมต่อบริการเสียง ให้กับลูกค้า 3จี ของ ทีโอที นั้น ขณะนี้ฝ่ายบริหารอยู่ระหว่างการเจรจากับเอไอเอส ซึ่งแนวทางการเจรจาเป็นไปได้ดี และใกล้ที่จะได้ข้อสรุปแล้ว ซึ่งหากการเจรจาดังกล่าวสำเร็จก็สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องนำเรื่อเข้าบอร์ดบริหาร

ทั้งนี้ บีซีจี ได้เสนอโครงสร้างทำตลาดไว้ 3 ลักษณะ คือ 1. 40 -40 -10-10 คือ ให้มีเอ็มวีเอ็นโอรายใหญ่ 2 ราย เอ็มวีเอ็นโอรายย่อยทำตลาดราย 10% และให้สิทธิ์ทีโอทีทำตลาด 10% 2. 25-25-25-15-10 คือ ให้มีเอ็มวีเอ็นโอรายใหญ่ใช้คาปาซิตี้ 3 ราย เอ็มวีเอ็นโอทำตลาด 20% และทีโอทีทำตลาด 10% และ 3. ในกรณีที่ไม่มีเอ็มวีเอ็นโอรายย่อย ให้สิทธิ์ทำตลาดทุกรายเท่ากันที่ 10%

สำหรับ เอ็มวีเอ็นโอ 5 รายเดิมของทีโอที มาตั้งแต่ปี 2553 ประกอบด้วย บริษัท ไออีซี บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย ในเครืองของ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท ไออีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท 365 คอม มูนิเคชั่น จำกัด และบริษัท เอ็ม คอนซัลท์ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาคุณสมบัติเพื่อทำสัญญาดำเนินธุรกิจเอ็มวีเอ็นโอ 3จี กับทีโอทีใหม่จากการทำสัญญาในลักษณะ การเซ็นเอ็มโอยู หรือบันทึกความเข้าใจร่วมกันที่จะต้องต่อสัญญาทุก 6 เดือน เพื่อเปลี่ยนมาเป็นการทำสัญญา 6 ปี

ขณะที่ 3จี ทีโอที มีลูกค้าประมาณ 2 แสนราย ตั้งเป้าหลังเปิดให้บริการ 3จี ทีโอทีทั่วประเทศจะมีลูกค้าเป็น 1.29 ล้านรายในสิ้นปี และในอีก 8-9 ปีข้างหน้ารายได้ของการทำธุรกิจ 3จีทีโอทีจะสร้างรายได้เข้าทีโอทีได้ราว 70% ของการทำธุรกิจเอง หรือ 1 หมื่นล้านบาทต่อปีโดยเฉลี่ย โดยตามแผนการดำเนินงานหลังจากเซ็นสัญญาจ้างวางโครงข่ายในระยะเวลา 180 วัน จะต้องวางโครงข่าย  3จี จำนวน 1,772 สถานีฐานครอบคลุมกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี และครอบคลุม 17 จังหวัด อาทิ ระยอง ชลบุรี สงขลา นครศรีธรรมราช และขอนแก่น จำนวน 1,686 สถานีฐาน โดยครอบคลุม 59 จังหวัดที่เหลือภายใน 360 วัน อีก 1,314 สถานีฐาน โดยตลอดโครงการจะมีสถานีฐาน 5,370 สถานีฐาน ปัจจุบันมี 548 สถานีฐานครอบคลุมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 สิ่งพิมพ์เปลี่ยนร่างสู้ธุรกิจดิจิตอล บนเทคโนโลยีของเว็บ

Pic_180317

เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์เปลี่ยนร่างสู้ธุรกิจดิจิตอลด้วยเทคโนโลยี HTML5 บนอุปกรณ์อย่างแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน สู่ยุค Publishing 3.0 เมื่อวิเคราะห์ผู้อ่านได้ว่าชอบอ่านอะไร หน้าไหน จนไปถึงการตอบโต้แบบอินเตอร์แอคทีฟของผู้เขียนและผู้อ่าน…

ทีมข่าวไอทีไดเจส ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับนายไมเคิล สตอดดาร์ท Evangelist ของบริษัทอะโดบี ซิสเต็มส์ อินคอร์ปอเรตเต็ด  ที่คร่ำหวอดในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ และคุ้นเคยกับนิตยสารแบรนด์ดังระดับโลกในหลายประเทศ เพื่อเล่าให้ฟังถึงทิศทางของเทคโนโลยี ที่ผลักดันให้สื่อสิ่งพิมพ์ในต่างประเทศ กระโดดเข้าสู่โลกออนไลน์ เต็มตัว ขณะที่เมื่อกระแสของการใช้อุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต และการอ่านหนังสือ หรือ นิตยสารออนไลน์ผ่านการดาวน์โหลดอี-บุ๊ค (e-Book) เข้ามาเบียดการอ่านนิตยสารแบบฮาร์ดก็อปปี้ (Hard Copy) มากขึ้น เมื่อดูจากยอดดาวน์โหลดไอ-บุ๊คของแอพสโตร์ ที่แอปเปิลระบุว่า มียอดสูงถึง 130 ล้านเล่มแล้วใน ขณะนี้

นายไมเคิล กล่าวถึงภาพรวมของตลาดสิ่งพิมพ์และดิจิตอลในมุมมองของอะโดบีว่า แม้ว่าตลาดสื่อสิ่งพิมพ์ของไทยจะมีการเติบโตในปีนี้ประมาณ 10% ยังเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับดิจิตอล แต่ในสหรัฐอเมริกามีคนนิยมอ่านผ่านอุปกรณ์ เช่น แท็บเล็ตและอี-บุ๊ค รีดเดอร์ ถึง  50% ในส่วนเนื้อหาตัวที่เป็นเว็บไซต์กับนิตยสารฉบับพิมพ์ก็ไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ต่างกันชัดเจน คือ เรื่อง ความตระหนักในแบรนด์ หรือ Brand Awareness ที่ผู้อ่านมีให้กับตัวนิตยสารมากขึ้น 10% เมื่ออยู่บนฉบับดิจิตอล นั่นก็เพราะการเป็นดิจิตอลทำให้เจ้าของนิตยสารสามารถนำเสนอ ริชคอนเทนท์ แก่ผู้อ่านได้มากกว่า ภาพและตัวอักษร คุณสามารถใส่วิดีโอคลิป ภาพ 3 มิติ  หรือ แอนิเมชัน เสริมลงไปได้

Evangelist ของบริษัทอะโดบี  กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญของนิตยสารก็ คือ โฆษณา ตัวโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นรูปภาพนิ่งๆ ไม่ได้ทำให้คนจำตัวแบรนด์ หรือสินค้าและ บริการได้ แต่เมื่อโฆษณาทำเป็นแบบวิดีโอ คนก็เริ่มสนใจที่จะดู และเมื่อเป็นสื่อดิจิตอลก็ทำให้การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้อ่านมีความถูกต้อง แม่นยำ โดยเฉพาะการอ่านบนแท็บเล็ต เพราะทุกหน้าทุกคลิกจะถูกเก็บเป็นข้อมูล อันนำมาสู่ยุคที่เรียกกันว่า Publishing 3.0 เมื่อเรารู้ว่าคนอ่านอะไร ไม่อ่านอะไร ไม่ใช่มีแค่เฉพาะยอดขาย หรือ ยอดดาวน์โหลด อะโดบีทำเครื่องมือที่ผู้ผลิตนิตยสาร สามารถลงลึกไปถึงระดับที่ อ่านหน้านี้แล้วเขาอ่านหน้าไหนต่อ อ่านจากแนวตั้ง หรือ แนวนอน จึงสามารถสร้างคอนเทนท์ออกมาให้เหมาะสมกับการอ่านบนแท็บเล็ตได้ ทำให้คุณภาพงานดีขึ้น การทำธุรกิจดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก

นายไมเคิล กล่าวเสริมว่า เมื่อเทคโนโลยีผลักดันการสร้างเว็บบน HTML5 สื่อดิจิตอลที่อยู่นิ่งๆ ก็กลายเป็นสื่ออินเทอร์แอคทีฟได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่ออะโดบีเป็นส่วนหนึ่งของการทำเว็บ ทำให้เราต้องพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำให้ผู้อ่านดูไฟล์แพลตฟอร์มของอะโดบีได้ เช่น อะโดบีวิวเวอร์ หรือ อะโครแบท รีดเดอร์ ที่จะเป็นประตูไปสู่คอนเทนท์ที่ผู้ผลิตแต่ละแบรนด์สร้างขึ้นมา ด้วยซอฟต์แวร์อย่าง อะโดบี ครีเอทีฟ สวีท 5.5  ดีไซน์พรีเมียม (Adobe Creative Suite 5.5 Design Premium) ที่เป็นเครื่องมือช่วยให้การสร้างดิจิตอลคอนเทนท์เพียง 1 เดียว แต่ใช้งานได้กับทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ และแท็บเล็ต ด้วยคนเพียงแค่คนเดียว จากนั้นก็ขายคอนเทนท์ที่สร้างขึ้นสู่แอพสโตร์ หรือ หน้าร้านอีบุ๊คออนไลน์ได้ทันที

Evangelist ของบริษัทอะโดบี  กล่าวอีกว่า การเป็นสื่อดิจิตอลยังท้าทายปัญหาข้อจำกัดในการจัดจำหน่ายเพราะ เพียงคลิกเดียวนิตยสารของคุณก็วางจำหน่ายได้ทั่วโลก ในราคาแค่ 0.99 เซ็นต์ โดยใช้บุคลากรชุดเดิม ไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องโลจิสติกส์  และหน้าร้านตัวแทนจำหน่าย ส่วนการสร้างงานก็ง่ายไม่ต้องเขียนสคริปต์ หรือ โค้ดเพื่อคุมการแสดง เพียงคลิกตามคำสั่งก็สามารถสร้างภาพสไลด์โชว์ หรือ การเลื่อนภาพแสดงด้วยปุ่ม ไม่จำเป็นต้องใส่แฟลช จึงทำให้ง่ายมากขึ้นเมื่อใสคอนเทนท์แบบอินเตอร์แอคทีฟ รวมไปถึงคลิปวิดีโอจากสมาร์ทโฟนบนเว็บที่เป็น HTML5

นายไมเคิล กล่าวถึงเว็บที่มีการเคลื่อนไหวดุจมีชีวิต ว่า จากนี้ไปการเขียนบทความตามนิตยสาร แน่นอนว่าผู้อ่านอาจคุ้นเคยกับบทความที่เป็นตัวอักษรเต็มหน้า และรูปภาพนิ่งๆ 2-3 รูป เนื่องจากผู้เขียนต้องการใส่รายละเอียดของเรื่องราว ทำให้ตัวบทความเหล่านี้ดูแล้วนิ่งๆ ไร้ชีวิตชีวา แต่การสร้างด้วยเครื่องมือ เช่น Design Premium จะทำให้บนหน้าเพจเดิมๆ มีทั้งตัวอักษร ภาพนิ่ง สไลดโชว์ และวิดีโอ หรือ เสริมการโต้ตอบระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านด้วยกล่องแสดงข้อความ ไมโครบล็อกกิ้ง อย่างทวิตเตอร์ ทันทีที่ผู้อ่าน Mention มายังชื่อทวิตเตอร์ หรือ HashTag ที่กำหนดไว้ การทำโค้ดคำพูดแบบสุ่มหมุนเวียนไปเรื่อยๆ นอกเหนือจากการแชร์ไปตามสังคมออนไลน์  นอกจากนี้ในแง่โฆษณาเมื่ออยู่บนอุปกรณืแท็บเล็ตยังสามารถช่วยในเรื่องโลเคชันเบส เซอร์วิส ที่ตัวโฆษณาสามารถมอบส่วนลดตามสถานที่ ที่ผู้อ่านกำลังอ่านอยู่ แล้วส่งอี-คูปองสิทธิประโยชน์ได้ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า ขณะนี้ เทคโนโลยได้ผลักดันให้ผุ้สร้างสรรค์คอนเทนท์เข้าถึงกลุ่มผู้อ่าน ได้ในทุกที่บนโลก ขอเพียงสร้างดิจิตอลคอนเทนท์ และใช้เครื่องมือที่เหมาะสม สร้างคอนเทนท์ที่น่าดึงดูดใจผู้อ่าน เพราะเมื่ออุปกรณ์พกพาอย่างแท็บเล็ต หรือ สมาร์ทโฟนติดตัวผู้อ่านตลอดแล้ว โอกาสในการทำธุรกิจก็ไม่ยากเกินไป และแบรนด์ของคุณก็จะไม่ถูกลืม เพราะจะกลายเป็นไอคอนอยู่บนหน้าจอแท็บเล็ตนั่นเอง…

 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

19 Jun 11 เอชพีเผย โจรออนไลน์นิยมเจาะระบบผ่านเว็บไซต์ ยกเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่ง

Pic_180244

เอชพีเผยรายงานล่าสุด ชี้การเจาะระบบผ่านเว็บไซต์ คือภัยคุกคามอันดับหนึ่ง ในการประกอบอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ พร้อมนำเสนอภูมิคุ้มกันปกป้องระบบไอทีขององค์กร…

 

เอชพี เผยรายงานเรื่องปัจจัยเสี่ยงด้านการรักษาความปลอดภัยของโลกไซเบอร์ในปี 2553 (2010 Top Cyber Security Risks Report) ซึ่งระบุว่าอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกรุกระบบศูนย์ข้อมูลและเครือข่ายต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้องค์กรต้องสูญเสียเงินและข้อมูล ขณะที่รายงานการโจมตีบนโลกไซเบอร์เพิ่มขึ้น แต่จำนวนช่องโหว่ที่ถูกค้นพบยังคงเป็นอัตราในระดับทรงตัว ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุว่าอาชญากรส่วนใหญ่ในโลกไซเบอร์จะเน้นโจมตีช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัยที่เป็นที่รู้จักและได้ปิดรูรั่วของระบบ (patched) แล้ว ขณะที่อาชญากรที่มีความเชี่ยวชาญสูงจะเลือกโจมตีช่องโหว่ใหม่ๆ ก่อนที่ผู้ให้บริการจะจัดทำเครื่องมือแก้ไขและป้องกันได้ทันท่วงที

ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวยังขยายผลการศึกษาจากรายงานที่เอชพีจัดทำไปเมื่อช่วงกลางปี 2553 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่ข้อมูลสำคัญแก่องค์กรต่างๆ สำหรับนำไปใช้ในการวางนโยบายการรักษาความปลอดภัยเพื่อปกป้องสินทรัพย์ด้านไอทีของตน นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังช่วยพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับพอร์ทโฟลิโอระบบโครงสร้างแบบผนวกของเอชพี (HP Converged Infrastructure) ให้ทันสมัย โดยผนวกรวมเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมด้านไอทีให้ทำงานได้ง่ายขึ้น มีความยืดหยุ่น และสามารถปรับขยายระบบได้มากขึ้น

รายงานดังกล่าวยังบ่งชี้ว่า เครื่องมือสำเร็จรูปในการเจาะระบบผ่านเว็บไซต์ (web exploit toolkits) มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ และที่สำคัญมีการซื้อขาย “แพ็กเกจ” การโจมตีผ่านระบบออนไลน์ ทำให้นักโจมตีสามารถเข้าถึงระบบไอทีระดับองค์กรพร้อมขโมยข้อมูลสำคัญต่างๆ อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ การเจาะระบบผ่านเว็บไซต์ยังถูกเลือกนำไปใช้เป็นอาวุธในการจู่โจม เนื่องจากใช้งานง่ายและมีโอกาสสำเร็จสูง จากข้อมูลระบบ HP Weblnspcect ภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ HP Fortify พบว่า แอพพลิเคชั่นที่ใช้งานบนอินเทอร์เน็ตมีช่องโหว่สูงถึงครึ่งหนึ่งของช่องโหว่ด้านการรักษาความปลอดภัยทั้งหมด ทั้งยังแพร่ระบาดการทำลายองค์กรต่างๆ โดยมีโปรแกรมเสริม (plug-in) ของระบบการจัดการคอนเทนต์ที่จัดทำโดยผู้ให้บริการอื่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดช่องโหว่ของแอพพลิเคชั่นที่ทำงานบนอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในฟอรั่มการอภิปรายระบบออนไลน์และบล็อก-โฮสติ้ง อาทิ โปรแกรม WordPress , Joomla และ Drupal เป็นหนึ่งในระบบที่ถูกโจมตีบ่อยที่สุด

นายไมค์ ดอสซิน ผู้จัดการฝ่าย Advanced Security Intelligence แผนก HP Digital Vaccine Labs (DVLabs) กล่าวว่า จากการศึกษาของเอชพี พบว่าแทนที่นักโจมตีระบบจะเสียเวลาไปกับการค้นหาช่องโหว่ใหม่ๆ พวกเขาจะให้ความสำคัญกับการบุกรุกเข้าโจมตีช่องโหว่ที่ยังไม่มีการแก้ไขในปัจจุบัน ได้แก่ เว็บแอพพลิเคชั่น โซเชียลเน็ตเวิร์ก และอินเทอร์เฟซแบบเว็บ 2.0 ซึ่งเอชพีมีโซลูชันรักษาความปลอดภัยที่โดดเด่น อาทิ HP TippingPoint, Arcsight และ Fortify พร้อมประสบการณ์ด้านระบบบริหารจัดการวงจรแอพพลิเคชั่นและระบบการจัดการสารสนเทศของเอชพี สามารถช่วยลูกค้าป้องกันการคุกคามของโปรแกรมโจรกรรมข้อมูลต่างๆ

ทั้งนี้ HP DVLabs ใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse engineering) และระบบวิเคราะห์ระดับวิกฤติ (critical analysis) เพื่อพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ เพื่อนำไปใช้กับโซลูชันป้องกันการบุกรุกของลูกค้าโดยอัตโนมัติผ่านบริการ Digital Vaccine ของเอชพี นอกจากนี้ เอชพีทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้จากการติดตั้งอุปกรณ์ IPS เพื่อตรวจจับความผิดปกติบนอินเทอร์เน็ตทั่วโลกเป็นจำนวนนับพันตัว เพื่อใช้เป็นฟิลเตอร์ป้องกันการบุกรุกในโซลูชันป้องกันการบุกรุก HP TippingPoint Intrusion Prevention Systems (HP TippingPoint IPS) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันรักษาความปลอดภัยด้านเครือข่ายของเอชพี สามารถติดตามได้ที่ www.hp.com/go/networking


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท