msgbartop
Just another WordPress site
msgbarbottom

21 Jun 11 คลังหวังรัฐบาลใหม่เดินหน้าลงทุนโครงการใหญ่ขับเคลื่อนศก.

Pic_180475

ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หวัง รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าโครงการใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า ระบบชลประทาน มั่นใจสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ…

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ดร.นริศ  ชัย สูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังกล่าวในงานสัมมนาทางวิชาการถอดรหัสสกัด ต้นทุนแพง ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง มั่นใจปีนี้จะขยายตัวร้อยละ 4-5 และสิ้นเดือนนี้จะ ปรับเป้าหมายอีกรอบ เนื่องจากยังกังวลปัญหาเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ ของสหรัฐและยุโรป แต่มองว่าหลังการเลือกตั้งไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคการเมืองใด แต่หากดูตามนโยบายหาเสียงแล้วส่วนใหญ่พร้อมเดินหน้าลงทุนก่อสร้างโครงการ ขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า ระบบชลประทาน ท่าเรือ ดังนั้นในช่วงหลังการเลือกตั้งแล้ว การลงทุนผ่านโครงการขนาดใหญ่จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ด้วยเงื่อนไขนโยบายการกำหนดให้มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีสมดุลในช่วง 5 ปี ข้างหน้ารัฐบาลจึงต้องอาศัยเงินลงทุนจากภาคเอกชนมาร่วมลงทุนก่อสร้างจึงอยู่ ที่การบริหารจัดการแหล่งเงินทุนโดยรัฐบาลใหม่จะต้องเป็นผู้กำหนดทางเลือก เงินลงทุน การลงทุนดังกล่าวจะส่งผลให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและอุตสาหกรรมการผลิตวัสดุ-อุปกรณ์ก่อสร้างขยายตัวตามการลงทุนของภาครัฐ โดยยอมรับว่ากว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจทำให้การพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 55 แล้วเสร็จหลังเดือนตุลาคม 54 แม้ไม่กระทบต่องบประจำซึ่งเป็นเงินเดือนหรือการใช้จ่ายของส่วนราชการแต่จะกระทบต่อโครงการลงทุนต่างๆล่าช้าออกไป

ด้าน นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันและพลังงาน กล่าวว่า ราคาน้ำมันตลาดโลกปีนี้มีความผันผวนสูงมาก โดยปรับขึ้นสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการปรับสูงขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่นักวิเคราะห์บางกลุ่มมองว่าราคาน้ำมันตลาดโลกอาจปรับลดลงมาอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ต้องติดตามทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐจากกำลังซื้อในประเทศและปัญหาการว่างงาน ขณะที่ยุโรปต้องเผชิญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะในหลายๆ ประเทศทั้งกรีซ โปรตุเกส สเปน อิตาลี และเบลเยี่ยม หากแก้ไขไม่ได้จะกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวของยุโรปซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 เผยฝ่ายกฎหมายก.ล.ต.เร่.ศึกษาคดีซุกหุ้นชินคอร์ป

Pic_180470

ก.ล.ต. เผย ได้รับหนังสือจาก ‘หมอตุลย์’ กรณี ‘ยิ่งลักษณ์’ ซุกหุ้นชินคอร์ปแล้ว ฝ่ายกฎหมายกำลังดูประเด็นที่เกี่ยวข้อง ส่วนกรณี TTA อยู่ระหว่างการตรวจสอบราคาหุ้นและกรณีอื่นๆ พร้อมพิจารณาเกณฑ์ ห้ามบอร์ดมีเอี่ยวผลประโยชน์ในบริษัทจดทะเบียน…

 

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจาก นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ตัวแทนจากเครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษคอรัปชันทักษิณ (คนท.) เพื่อให้ตรวจสอบกรณีการถือหุ้นชินคอร์ปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทยแล้ว โดยขณะนี้สำนักงาน ก.ล.ต.อยู่ระหว่างให้ทีมกฎหมายพิจารณาด้านกฎหมายและประเด็นที่มีความเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องมีการหารือกับทีมงานก่อนว่า จะมีการตรวจสอบในเรื่องใดเพิ่มเติม เมื่อมีข้อเสนอขึ้นมา ก.ล.ต.ก็จะนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการพิจารณา ส่วนจะมีการตรวจสอบให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ตามคำเรียกร้องหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่รู้ว่าจะมีประเด็นพิเศษอะไรที่จะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบนานขึ้นหรือไม่

ส่วนข้อซักถามที่ว่า มีความกดดันในการทำงานหรือการตรวจสอบหรือไม่ เพราะประเด็นนี้มีความเกี่ยวพันกับประเด็นการเมืองนั้น นายธีระชัย กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่รู้สึกกดดันในการดำเนินการเรื่องนี้ แต่ ก.ล.ต.ก็ต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง เพราะขณะนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ซึ่ง ก.ล.ต.จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.หลักทรัพย์เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นกฎหมายอาญา

“ก.ล.ต.ไม่มีความหวั่นไหวในการทำงาน และจะพยายามทำงานด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นช่วงใกล้เลือกตั้ง โดยจะเน้นกฎหมายหลักทรัพย์เป็นหลัก และไม่เกี่ยวข้องในประเด็นกฎหมายทางอาญา” นายธีระชัย กล่าว

นอกจากนี้ นายธีระชัย ยังกล่าวถึงกรณีบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA ว่า ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบกรณีของบริษัท TTA ทั้งการสร้างราคาและในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องตรวจสอบผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งการที่ผู้ถือหุ้นมีข้อถกเถียงถือเป็นเรื่องปกติ โดยการถกเถียงควรเน้นในการเรื่องของการทำงาน เนื่องจากจะเป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่

สืบเนื่องจากกรณีนี้ ทำให้ขณะนี้คณะกรรมการ ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบและเปรียบเทียบเกณฑ์ที่ห้ามคณะกรรมการ ก.ล.ต.มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียน โดยเรื่องนี้ในต่างประเทศมีการใช้ 2 ระบบ โดยระบบแรกเป็นระบบที่สหรัฐฯใช้ คือกำหนดให้คณะกรรมการ ก.ล.ต.ห้ามมีผลประโยชน์กับบริษัทจดทะเบียน จะต้องมีการทำงานเต็มเวลา และให้ผลตอบแทนในระดับที่สูง ส่วนของประเทศไทยใช้ระบบที่สอง คือแบ่งการทำงานของคณะกรรมการ ก.ล.ต.เป็น 2 ชุด ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการชุดใหญ่ ซึ่งดูแลในส่วนของนโยบายและไม่ได้ห้ามที่จะมีผลประโยชน์กับบริษัทจดทะเบียน และไม่ได้ทำงานเต็มเวลา ส่วนคณะกรรมการชุดที่ 2 คือคณะกรรมการชุดเล็ก มีเลขาธิการ ก.ล.ต.เป็นประธาน และมีอำนาจในการให้คุณและให้โทษ ซึ่งมีเกณฑ์ห้ามคณะกรรมการดำรงตำแหน่งและมีผลประโยชน์ในบริษัทจดทะเบียน และเป็นคณะกรรมการที่มีผลตอบแทนสูงกว่าคณะกรรมการชุดใหญ่.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 สสปน.เสนอชื่อไทยชิงเจ้าภาพจัด ‘เวิลด์เอ็กซ์โป 2020′

Pic_180480

สสปน. เสนอชื่อประเทศไทยแข่งกับตุรกี ชิงเจ้าภาพเวิลด์ เอ็กซ์โป 2020 บนเวทีโลกครั้งแรก ในการประชุมสมัชชาใหญ่บีไออี ต่อ 157 ชาติสมาชิกทั่วโลก คาดผู้ร่วมงานที่จะมาไทยกว่า 30 ล้านคนภายใน 6 เดือน…

 

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นายอรรคพล สรสุชาติ ผอ.สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.  เปิดเผยว่า ในฐานะหน่วยงานรัฐตัวแทนประเทศในการดำเนินโครงการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2020 ได้รับเชิญจากสำนักงานมหกรรมโลก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในฐานะหน่วยงานผู้ดูแลการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป เพื่อเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 149 (General Assembly)

โดยการเข้าร่วมงานของประเทศไทยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความพร้อมของประเทศในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2020 ต่อชาติสมาชิก 157 ประเทศทั่วโลก คู่กับประเทศคู่แข่งคือ ตุรกี เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเท่าเทียมกัน เวทีนี้จึงเป็นเวทีเพื่อสร้างความประทับใจแรกต่อเหล่าประเทศสมาชิก ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคณะกรรมการตัดสิน ซึ่งเสียงโหวตทุกเสียงจากแต่ละประเทศ ล้วนมีค่าในการลงคะแนนให้กับประเทศเจ้าภาพจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ต่อไปในอนาคต

“การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ สสปน.ได้เสนอความพร้อมของไทยใน 5 ประเด็นหลัก ครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ ความเป็นไทยอันเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม และมิตรไมตรีจิตที่เลื่องลือ ดินแดนแห่งอารยธรรม ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นดินแดนที่ทุกคนใฝ่ฝันมาเยือน นอกจากนี้ยังมีความพร้อมทั้งด้านการเป็นศูนย์กลางธุรกิจ การคมนาคม แหล่งจับจ่ายใช้สอย ตลอดจนภูมิศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางเอเชีย และประตูสู่อาเซียนที่พร้อมรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีค.ศ.2015″ นายอรรคพล กล่าว

นอกจากนี้ ผอ.สสปน. กล่าวอีกว่า เราได้นำเสนอให้เห็นถึงความพร้อมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในการจัดงาน ได้แก่ ความเป็นเมืองหลวงเก่า ความเป็นเมืองท่า เมืองการค้า ความสะดวกของเครือข่ายการคมนาคมทุกเส้นทาง ทั้งทางด่วน เส้นทางรถไฟ ขนส่งมวลชน และสนามบินนานาชาติถึง 2 แห่ง ที่พร้อมรองรับ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานเดินทางสู่ประเทศไทยกว่า 30 ล้านคน ภายใน 6 เดือน และท้ายที่สุด การเชื่อมโยงเข้าสู่ “การนำเสนอแนวคิดการจัดงาน “นิยามใหม่ของโลกาภิวัตน์-วิถีที่ยั่งยืน เพื่อโลกที่สมดุล (Redefine Globalisation – Balance Life, Sustainable Living) และเชิญชวนสมาชิกทั้ง 157 ประเทศทั่วโลก จับมือร่วมกันผลักดันให้เกิดการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2020 ณ อยุธยา ประเทศไทย เป็นการทิ้งท้าย

นายอรรคพล กล่าวด้วยว่า หลังการเสนอความพร้อมของประเทศไทย ได้รับกำลังใจและเสียงตอบรับที่ดีมาก และประเทศไทยจะมีโอกาสนำเสนอตัวเองอีกครั้งในการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 150 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ขณะเดียวกัน ระหว่างนี้จะมีการประสานความคืบหน้าการดำเนินโครงการส่วนต่างๆ กับสำนักงานมหกรรมโลก อย่างใกล้ชิด และทำงานร่วมกับกระทรวงต่างประเทศ ในการรณรงค์ขอเสียงสนับสนุนจากชาติสมาชิก 157 ประเทศทั่วโลก ตลอดจนเดินหน้าโครงการสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนทั่วประเทศ ในโครงการจัดประกวดตราสัญลักษณ์และมาสคอต การเตรียมจัดทำโรดโชว์ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และความพร้อมเปิดตัวโครงการเสนอตัวประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2020 อย่างเต็มรูปแบบต่อประชาชนในงานบีโอไอแฟร์ ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้เช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 พาณิชย์โวส่งออกพ.ค.เฉียด2หมื่นล้านดอลลาร์

Pic_180472

พณ.เผยมูลค่าส่งออกพ.ค.54 โต 17.6% ทะลุ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ อานิสงส์ราคาสินค้าเกษตรพุ่งพรวด ภาคอุตสาหกรรมสุดแผ่ว โดนสึนามิพ่นพิษ ทำส่งออกยานยนต์ติดลบ 36.9% แต่ยังมั่นใจทั้งปีโต 15% ตามเป้า…

 

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นางพรทิวา นาคาศัย รักษาการ รมว.กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย ประจำเดือนพ.ค.54 ว่า การส่งออกสินค้าไทยมีมูลค่า 19,464 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นเงิน 580,049.3 ล้านบาท ขยายตัว 9.5% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 19,187.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 33.8% หรือ 579,069.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.7% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 277.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การส่งออกในช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปี 54 มีมูลค่า 93,903.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 25.2% หรือ 2.828 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.9% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 91,724.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.1% หรือ 2.796 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.6% ส่งผลให้มีดุลการค้าเกินดุล 2,178.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยเดือนพ.ค.54 ที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นการเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้า โดยสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 2.1% สินค้าส่งออกที่สำคัญ เช่น สิ่งพิมพ์ เพิ่ม 154.4% เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก 43.3% ผลิตภัณฑ์ยาง 34.8% เครื่องใช้ไฟฟ้า 13.5% เครื่องอิเลกทรอนิกส์ 3.7% แต่ที่ลดลงมียานยนต์ 22.8% โดยเฉพาะเป็นการลดลงของรถยนต์ 36.9% แต่ชิ้นส่วน เพิ่ม 1.9% ด้านสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร และสินค้าอื่นๆ ขยายตัว 58.8% สินค้าสำคัญ เช่น ข้าว เพิ่มขึ้น 99% ยางพารา 86.5% มันสำปะหลัง 36.8% อาหาร 27% ส่วนการนำเข้าขยายตัวทุกหมวด โดยสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 47.6% สินค้าทุน 12.9% สินค้าเชื้อเพลิง 45.2% สินค้าอุปโภคบริโภค 23.5% ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง 1.8% และอาวุธยุทธปัจจัย 20%

นอกจากนี้ นางพรทิวายังกล่าวต่อถึงตลาดส่งออกสำคัญว่า มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกตลาด โดยตลาดหลักเพิ่มขึ้น 24.4% เช่น ญี่ปุ่น 30.4% สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) 20.7% สหรัฐฯ 21.9% ตลาดศักยภาพสูง เพิ่มขึ้น 28.1% เช่น ไต้หวัน 46.5% อินเดีย 24.9% ฮ่องกง 31.7% เกาหลีใต้ 32.1% จีน 21.2% และตลาดศักยภาพรอง เพิ่มขึ้น 4.1% ได้แก่ รัสเซีย และซีไอเอส (ประเทศที่เคยเป็นสหภาพโซเวียต) เพิ่มขึ้น 120.9% แคนาดา 45.5% ละตินอเมริกา 14.1% แอฟริกา 34.3% และตะวันออกกลาง 26.1% แต่ส่งออกไปออสเตรเลีย ลดลง 42.3% จากการส่งออกทองคำ ลดลง 100% และรถยนต์นั่ง รถแวน รถกระบะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลดลง 57.9%

“การส่งออกเดือนนี้ที่ปรับตัวขึ้น มาจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ทำให้มีกำลังสั่งซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีปริมาณส่งออกสูงขึ้น และราคาปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่าแนวโน้มการส่งออกทั้งปีนี้จะเติบโตได้ดีอยู่ และขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 15% มูลค่ากว่า 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแรงหนุนจากราคาสินค้าเกษตรเป็นสำคัญ แต่ต้องระวังปัจจัยเสี่ยงเดิมๆ เช่น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ เป็นต้น” นางพรทิวากล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 เปิดสัปดาห์หุ้นไทยปิดตลาดติดลบ5.87จุดซื้อขาย1.7หมื่นล.

Pic_180476

ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,013.09 จุด ลดลง 5.87 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 17,046.68 ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 106 หลักทรัพย์ ลดลง 27 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 139 หลักทรัพย์…

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 20 มิ.ย. 2554 ปิดที่ระดับ 1,013.09 จุด ลดลง 5.87 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 17,046.68 ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 106 หลักทรัพย์ ลดลง 27 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 139 หลักทรัพย์

โดย 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด ได้แก่ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 ตลท.ผวาต่างชาติมองข้ามไทยหากหลังเลือกตั้งมีป่วน

Pic_180455

ผจก.ตลาดหุ้นชี้ หากเกิดความรุนแรง หลังการเลือกตั้งจะทำให้ ต่างชาติก้าวข้ามไทย ทั้งขายหุ้นหนีลงทุนหุ้นตลาดอื่น ที่ไม่มีความเสี่ยงทางการเมือง…

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งในประเทศไทยขึ้นอีกครั้งจะทำให้ นักลงทุนต่างชาติก้าวข้ามประเทศไทย โดยขายหุ้นออกจากตลาดหุ้นไทยและอาจไม่กลับเข้ามาซื้อหุ้นอีกเลย เพราะตลาดหุ้นในประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดและมีความน่าลงทุนมากกว่าประเทศไทยยังมีอีกเยอะ หากประเทศไทยยังเป็นสังคมที่มีความรุนแรง นักลงทุนต่างชาติคงไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงกับการลงทุนในไทย โดยเฉพาะในช่วงอีก 2-3 สัปดาห์ หลังจากนี้หรือต่อเนื่องไปถึงหลังการเลือกตั้งที่ต่างชาติมองว่าประเทศไทยมี ความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงได้สูง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำหรับการลงทุน แม้ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะยังดีอยู่ไม่มีการ เปลี่ยนแปลงก็ตาม

ส่วนต่างชาติจะเทขายทิ้งหุ้นไทยหนักแค่ไหนหากเกิด ความรุนแรงขึ้นนั้น ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่จากข้อมูลในปีที่ผ่านมา ที่มีความรุนแรงในช่วงเดือน พ.ค.2553 นักลงทุนต่างชาติได้เทขายสุทธิกว่า 60,000 ล้านบาทภายในเดือนเดียว ซึ่งอาจจะใช้ตัวเลขนี้เป็นตัวเทียบวัดเป็นบรรทัดฐานและเป็นอุทธาหรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ในรอบนี้หลังมีบทวิเคราะห์ของบริษัทต่างชาติออกมาระบุว่ามีความกังวลกับความ รุนแรงทางการเมืองโดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งออกมาพร้อมๆ กันถึง 3 แห่ง ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ทั้งที่เป็นแค่การคาดเดาหรือความกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนว่าต่างชาติมีความเห็นและความกังวลอย่างไร

“หลัง เลือกตั้งมีแนวโน้มว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น ทำให้ภาคเอกชนต้องรวมตัวกันออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านความรุนแรงและอย่าให้เกิด ความรุนแรงขึ้นมา เพราะทำให้เกิดความสูญเสีย ผู้ที่เดือดร้อนคือคนทั้งประเทศ นอกจากจะสูญเสียเลือดเนื้อ และกระทบกับความมั่งคั่งของคนทั้งประเทศแล้ว ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศจะได้รับผลกระทบด้วย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เข้าประเทศรวมทั้งการลงทุนในตลาด หุ้นที่จะออกอาการให้เห็นเป็นด่านแรก ซึ่งความรุนแรงจะทำให้ต่างชาติก้าวข้ามประเทศไทย เมื่อนักลงทุนไม่มีความมั่นใจและเห็นความไม่แน่นอนก็ต้องหนีออกจากประเทศไทย แน่นอน” นายจรัมพร กล่าว

กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวต่อว่า ไม่เฉพาะนักลงทุนต่างชาติเท่านั้นที่จะหนีการลงทุนออกจากประเทศไทยหากเกิดค วาารุนแรง แต่นักลงทุนไทยเองทั้งนักลงทุนในตลาดหุ้นและนักลงทุนในภาคธุรกิจ (เรียลเซ็คเตอร์) ก็อาจจะก้าวข้ามประเทศไทยออกไปลงทุนในประเทศอื่นเช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่นักลงทุนและนักธุรกิจกังวล จึงรวมตัวกันออกมาแสดงจุดยืนว่าเราต่อต้านความรุนแรงและไม่ต้องการเห็นความ รุนแรงเกิดขึ้นอีก

สำหรับมาตรการรับมือของตลาดหลักทรัพย์กรณีหากเกิด ความรุนแรงจนส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเมขายหุ้นออกมาหนักแฃะกดให้ดัชนีหุ้น ไทยร่วงลงแรงนั้น มาตราการหยุดการซื้อขายชั่วคราวหรือ เซอร์กิตเบรกเกอร์ที่ตลาดหลักทรัพย์ใช้อยู่นั้น ถือว่ายังเป็นมาตรการที่ใช้ได้ดีอยู่และได้ผ่านร้อนผ่านหนาวหรือเคยถูกนำมา ใช้หลายครั้งหลายคราวแล้ว คงไม่มีมาตรการอะไรใหม่ออกมารับมือ แต่หวังว่าจะไม่มีความรุนแรง ป้องกันไว้ก่อนอย่าให้เกิดวิกฤติดีกว่า 
pส่วน ความกังวลที่ว่าจะมีนักการเมืองเข้ามาหาประโยชน์ในตลาดหุ้นเพื่อตุนกำไรหรือ กระสุนไปใช้ในการเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้ายใกล้การเลือกตั้งนั้น

นาย จรัมพร กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติใดๆ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ได้มีระบบการติดตามความผิดปกติในการซื้อขายอยู่แล้ว ยังไม่พบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดเข้ามามีพฤติกรรมการที่สร้างความผิดปกติใน ตลาดหุ้น

ด้าน นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์กล่าวว่า หลังงานไทยแลนด์โฟกัสที่ตลาดหลักทรัพย์เชิญผู้ลงทุนจากทั่วโลกมารับฟัง ข้อมูลเศรษฐกิจการเมืองและธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนไทยพบว่า นับจากวันที่จัดงานไทยแลนด์โฟกัสคือวันที่ 31 มี.ค. ถึง 9 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่นายกรัฐมนตรีออกมาประกาศยุบสภาต่างชาติได้เข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทย 29,000 ล้านบาท ทั้งที่นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงก่อนจัดงานไทยแลนด์โฟกัสต่างชาติซื้อสุทธิเพียง 4,700 ล้านบาท ชี้ให้เห็นว่าหลังต่างชาติได้เข้ามารับฟังข้อมูลจากงานไทยแลนด์โฟกัส ทำให้เชื่อมั่นในเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนไทยและไม่ได้กังวลกับการเมือง มากนัก จึงเข้ามาซื้อหุ้นไทยแต่หลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภานับจากวันที่ 10 พ.ค. ถึงล่าสุด 15 มิ.ย.2554 ต่างชาติได้เริ่มขายสุทธิหุ้นไทยรวมแล้วสูงกว่า 32,000 ล้านบาท ซึ่งแรงขายของนักลงทุนต่างชาติน่าจะมาจากความกังวลกับปัจจัยความรุนแรง ทางการเมืองล้วนๆ เพราะหากไม่มีความกังวลในเรื่องนี้เชื่อว่าต่างชาติน่าจะยังซื้อหุ้นไทย อย่างต่อเนื่อง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 ครม.เดินหน้าโครงการประกันภัยข้าวนาปี

Pic_180453

ครม.เดินหน้าโครงการประกันภัยข้าวนาปี ของปีการผลิต 2554 อนุมัติ ธ.ก.ส. เบิกเงินชดเขยสำรองจ่ายในปีงบประมาณ 2555 ได้ตามที่จ่ายไปจริง พร้อมกำหนดค่าสินไหม 2 ระยะ ช่วงเวลาขายกรมธรรม์ 1-31 ก.ค. ส่วนภาคใต้ 1-31 ส.ค. …

วันที่ 20 มิ.ย. น.พ.มารุต มัสยวานิช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เบิกเงินชดเชยสำหรับเงินที่ได้ทดลองจ่ายไปให้รัฐบาลก่อนตามจำนวนท่ีจ่ายจริง พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน ประเภทบุคคลธรรมดาของ 4 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่(FDR)+1% ในปีงบประมาณ 2555 ซึ่งอัตราปัจจุบันอยู่ที่ 3.025% ต่อปี ทั้งนี้ เงินที่ ธ.ก.ส.ทดลองจ่ายไปก่อน เป็นการจ่ายเงินเพื่ออุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยในโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2554 ตามแนวทางของนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณากรอบแนวทางการประกันภัยพืชผลอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติและผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ไปเมื่อวันที่ี่3 พ.ค.2554 โดยเห็นชอบหลักการให้แรงจูงใจสำหรับเกษตรกรให้เข้าร่วมโครงการโดยรัฐอุดหนุน ค่าเบื้ยประกันภัยสำหรับเกษตรกรในส่วนเกินกว่า 60 บาทต่อไร่ จากอัตราค่าเบี้ยประกันภัย 120 บาทต่อไร่ โดยมีวงเงินงบประมาณสูงสุดไม่เกิน 3,989 ล้านบาท โดยให้ ธ.ก.ส.ทดลองจ่ายไปก่อนและเสนอขอเงินชดเชยจากรัฐบาลในปีงบประมาณ 2555

สมาคมประกันวินาศภัยได้จัดทำร่างกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี มีสาระสำคัญของกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติต่างๆได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย แต่ไม่รวมถึงโรคระบาดและศัตรูพืช โดยกำหนดให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการต้องเอาประกันภัยในเนื้อที่ทั้งหมดที่ทำการเพาะปลูกในอำเภอเดียวกันโดยจำนวนค่าสินไหมทดแทนขึ้นกับระยะการปลูก แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ 60 วันแรก นับจากวันเร่ิมเพาะปลูก จำนวน 606 บาทต่อไร่ และวันที่ 61 ขึ้นไปจนถึงวันสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว จำนวน 1,400 บาทต่อไร่ ซึ่งผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารประกอบการจ่ายค่าสินไหมครบถ้วน สำหรับช่วงเวลาการขายกรมธรรม์ ธ.ก.ส. กำหนดตั้งแต่วันที่ 1-31 ก.ค. 2554 สำหรับพื้นที่เพาะปลูกทุกภาคยกเว้นภาคใต้ และวันที่ 1-31 ส.ค. 2554 สำหรับภาคใต้.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 เอสเอ็มอีแบงก์เร่งหนุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล

Pic_180431

เอสเอ็มอีแบงก์ เร่งหนุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ลดนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ – การใช้เชื้อเพลิงน้ำมันหรือถ่านหิน คาดสิ้นปี 54 อนุมัติ 2 พันล้านบาท ต่อยอดธุรกิจพลังงานสีเขียว …

วันที่ 20 มิ.ย. นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ธนาคารได้สนับสนุนสินเชื่อโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลจากเปลือกไม้ยูคาลิปตัส ขนาดกำลังผลิต 9.8 เมกะวัตต์ ของบริษัทเอเวอร์กรีน พลัส จำกัด วงเงินกู้กว่า 280 ล้านบาท ผ่านสินเชื่อโครงการ SME POWER ไทยเข้มแข็ง 2 ที่มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยโครงการตั้งอยู่ที่ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี บนเนื้อที่ 185 ไร่เศษ นับเป็นโครงการฯที่เอสเอ็มอีแบงก์ ได้เข้ามาต่อยอดธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการจากที่ประกอบธุรกิจโรงงานไม้สับ (Wood chip) เพื่อส่งออก ที่มีกำลังการผลิตประมาณ 1,200 ตัน/วัน จึงจะนำเปลือกไม้ยูคาลิปตัสและนำเศษวัสดุไม้ที่เหลือใช้มาทำเป็นเชื้อเพลิง เพื่อผลิตไฟฟ้าและจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่เรียกว่า “Biomass Power Plant” เป็นการลดการใช้เชื้อเพลิงทั้งในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ ถ่านหิน (fossil Fuel) ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง และยังลดการนำเข้าเชื้อเพลิงและกระแสไฟฟ้าจากต่างประเทศด้วย

นางนาถนภา ธัญปภานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอเวอร์กรีน พลัส จำกัด กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณที่เอสเอ็มอีแบงก์เล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งเป็นนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐบาล และบริษัทยังได้รับการสนับสนุนจาก BOI บริษัทได้ให้ความสำคัญในด้านการจัดการและแหล่งวัตถุดิบเป็นหลัก โดยทำศึกษาวิจัยร่วมกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) ทำการศึกษาพื้นที่และปริมาณไม้ยูคาลิปตัส เพื่อรองรับความต้องการของโรงงานฯ ซึ่งกลุ่ม Supplier ที่นำวัตถุดิบมาจำหน่ายจะเป็นทั้งกลุ่มผู้ค้าไม้ฯและเกษตรกรรายย่อยทั่วไปใน กลุ่ม 7 จังหวัดเป้าหมาย คือ ลพบุรี สระบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ถือเป็นแหล่งป้อนวัตถุดิบของบริษัทฯ ซึ่งจะเพียงพอสำหรับ Wood chip และนำเศษไม้ที่เหลือมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนต่อไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานและนำเข้าเครื่องจักรฯ คาดว่าจะเปิดจำหน่ายไฟฟ้าได้ภายในปี 2555

นายโสฬส กล่าวอีกว่า การสนับสนุนสินเชื่อในโครงการนี้ นับเป็นการต่อยอดธุรกิจให้แก่ลูกค้าธนาคาร ซึ่งมีกลุ่มผู้ประกอบการในลักษณะนี้สนใจเข้ารับการสนับสนุนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ในภาคอีสาน และภาคกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญของประเทศ จึงคาดว่าในปี 2554 เอสเอ็มอีแบงก์จะสนับสนุนสินเชื่อธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานทดแทนได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 ธอส.ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก-กู้ มีผลทันที

Pic_180435

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และตั๋วสัญญาใช้เงิน ได้แก่ เงินฝากออมทรัพย์พิเศษ เงินฝากประจำและตั๋วสัญญาใช้เงินประจำ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี 3 ปี และ 5 ปี อีก 0.25 – 0.50% ต่อปี ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ปรับขึ้น 0.125 % ต่อปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป …

วันที่ 20 มิ.ย. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธอส.จึงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝาก และเงินกู้ โดยปรับขึ้นในส่วนของเงินฝากประจำ และตั๋วสัญญาใช้เงินเพิ่มอีก 0.25 – 0.50% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษปรับ ขึ้นเป็น 2.00%เงินฝากประจำประเภท 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี 3 ปี และ 5 ปี ปรับขึ้นเป็น 2.25%, 2.35%, 2.60%,3.25%, 3.60% และ 3.65% ต่อปี ตามลำดับ

ส่วนเงินฝากประจำสินเคหะปรับขึ้นอีก 0.25% จากเดิม 2.35% ต่อปี ปรับขึ้นเป็น 2.60% ต่อปี ฝากครบ 2 ปี รับดอกเบี้ยบวกเพิ่มอีก 1.00% ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อย ชั้นดี (MRR) อัตราดอกเบี้ยลูก ค้าชั้นดีที่มีกำหนดระยะเวลา (MLR) และอัตราดอกเบี้ยเบิกเกินบัญชี (MOR) ขึ้น 0.125% จากเดิม 6.75% 6.75% แล ะ7.75% ต่อปี เป็น 6.875%, 6.875% และ 7.875% ต่อปี ตามลำดับ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายวรวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการปรับขึ้นทั้งเงินฝากและเงินกู้ เนื่องจากสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันระดมเงินฝากกันมากขึ้น โดยธนาคารได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้น 0.25 – 0.50% แต่ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.125% เนื่องด้วยธนาคารอาคารสงเคราะห์ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ตระหนักดีถึงการช่วยเหลือให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง สำหรับนโยบายการปล่อยสินเชื่อตามโครงการบ้านหลังแรก อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปี นั้น ธนาคารยังคงเปิดรับลูกค้ายื่นกู้สำรอง (Waiting List) อีกกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการลูกค้าประชาชน ซึ่งรัฐบาลช่วยรับภาระค่าจดจำนอง 1% และค่าโอนสูงสุด 1% อีกด้วย ลูกค้าสามารถยื่นคำขอกู้ได้จนถึงวันที่ 30 ธ.ค.นี้ หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

20 Jun 11 ยอดหนี้สาธารณะคงค้างเม.ย.พุ่ง4.24ล้านล้านบาท

Pic_180418

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เผยยอดหนี้สาธารณะคงค้างเดือน เม.ย. มี 4.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.03 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) …

วันที่ 20 มิ.ย. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 เม.ย.54 มี 4.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.03 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2.9 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.06 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 158,190 ล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 31,055 ล้านบาท เมื่อเปรียบ เทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 2,284.86 ล้านบาท

โดยหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง เพิ่มขึ้น 6,225 ล้านบาท ในขณะที่หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ลดลง 1,789.35 ล้านบาท 2,149.89 ล้านบาท และ 1.09 ล้านบาท ตามลำดับ.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขับเคลื่อนโดย โค้ดข่าว การศึกษา วิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ประกาศซื้อขายสินค้า หารายได้ออนไลน์ social network
ลงทุนปีละเพียงปีละ 59 บาทลุ้นรับรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท